เบอร์แทนไดโอด 1N5408 1N4007 MUR460 และ SR515
หลักการเทียบเบอร์ไดโอดคือดูค่า กระแส แรงดัน ลักษณะตัวถัง ความเร็วในการทำงาน และประเภทวงจรที่ใช้งาน และอื่นๆตามลักษณะงานนั้นๆกำหนดไว้ (ต้องการ)
การอ่านค่าตัวต้านทาน 4 แถบสี อ่านค่าตัวต้านทาน 5 แถบสี สูตรตัวเก็บประจุอนุกรม สูตรตัวเก็บประจุขนาน สูตรวงจรอนุกรมและวงจรขนาน พร้อมกฎการแบ่งแรงดันและกฎการแบ่งกระแส และ การเทียบเบอร์ เบอร์แทนไดโอด ทรานซิสเตอร์ มอสเฟต ไอจีบีที และ เรื่องอื่นๆ เช่น การวัดไทริสเตอร์ เป็นต้น โดย มี 25 บทความในเว็บไชต์นี้
หลักการเทียบเบอร์ไดโอดคือดูค่า กระแส แรงดัน ลักษณะตัวถัง ความเร็วในการทำงาน และประเภทวงจรที่ใช้งาน และอื่นๆตามลักษณะงานนั้นๆกำหนดไว้ (ต้องการ)
บทความนี้จะอธิบายประโยชน์ของตัวต้านทานว่าตัวต้านทานทำหน้าที่อะไรในวงจร จะอธิบายแบบสรุปเพื่อให้เห็นภาพกว้างๆ ตัวต้านทานเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พื้นฐานที่มีความสำคัญมากเนื่องจากเกือบทุกๆวงจรจะต้องใช้ตัวต้านทาน ดูรูปวงจรข้างล่างเป็นตัวอย่างเป็นวงจรรักษาระดับแรงดันไฟให้คงที่ จะสังเกตว่าวงจรนี้ใช้ตัวต้านทานหลายตัว อุปกรณ์ตัวที่ลูกศรชี้คือตัวต้านทานและอุปกรณ์ตัวอื่นๆในวงจรที่มีลักษณะเหมือนกันคือมีแถบสีก็เป็นตัวต้านทานเช่นกัน ตัวต้านทานมีหลายค่าและจะใช้แถบสีเพื่อระบุค่าความต้านทาน
1) จำกัดปริมาณกระแสไฟฟ้า
( Current Limitting ) อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายตัวใช้กระแสไฟแค่นิดเดียวก็สามารถทำงานได้แล้วถ้าปล่อยให้กระแสไฟฟ้าไหลผ่านจำนวนมากเกินกว่าทีมันต้องการอุปกรณ์ตัวนั้นจะไหม้เสียหายทันที
ยกตัวอย่างเช่น
LED หรือไดโอดเปล่งแสงมันต้องการกระแสไฟฟ้าเพียงแค่
15mA ก็ทำให้มันสว่างได้แล้ว
จากรูปถ้าเราต่อไฟ 9VDC ให้ LED ตรงๆ
LED จะไหม้โดยรอยต่อข้างในทะลุเสียหายทันทีเนื่องจากมีกระแสไหลผ่านจำนวนมาก
วิธีแก้คือใช้ตัวต้านทานเพื่อลดหรือจำกัดปริมาณกระแสไฟฟ้าให้มีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านไม่เกิน
15mA ( ตามสเปคของมัน )
ส่วนค่าความต้านทานที่เหมาะสมต้องคำนวณและวิธีคำนวณจะมีการเรียนในสาขาอิเล็กทรอนิกส์ไฟฟ้า
วิศวกรรมและช่างซ่อม
ใช้ตัวต้านทานทำหน้าที่จำกัดกระแสที่ไหลในวงจร
อีก
1 ตัวอย่างของการใช้ตัวต้านทานจำกัดปริมาณกระแสคือไขควงเช็คไฟ
วงจรข้างในของไขควงเช็คไฟจะมีตัวต้านทานค่าสูงมากค่าประมาณล้านโอห์มและมีหลอดนีออน
ตัวต้านทานค่าสูงๆนี้จะจำกัดปริมาณกระแสที่ไหลให้มีปริมาณน้อยมากๆซึ่งไม่เป็นอันตรายต่อคนเมื่อเราใช้มือแตะด้ามไขควงเช็คไฟ
ปริมาณกระแสที่ไหลนี้ถึงแม้จะน้อยมากแต่ก็ยังเพียงพอที่จะทำให้หลอดนีออนสว่างและใช้เป็นตัวบอกสถานะการเช็คว่ามีไฟหรือไม่มีไฟ
วงจรข้างในของไขควงเช็คไฟรุ่นนี้มีตัวต้านทานค่า 820,000
โอห์ม
ข้างในประกอบด้วยตัวต้านทานและหลอดนีออน
2). กำหนดจุดทำงานให้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตัวอื่นๆ
โดยการกำหนดปริมาณแรงดันไฟฟ้าและกระแสไฟฟ้าคำศัพท์เฉพาะทางเรียกว่าการไบอัส
วงจรหนึ่งวงจรต้องใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายตัวมาประกอบกันจึงจะเป็นวงจรซึ่งต้องมีการเลือกค่าและคำนวณตามหลักการ
ยกตัวอย่างเช่นวงจรด้านล่างนี้
ใช้ตัวต้านทานทำหน้าที่กำหนดจุดทำงานให้ทรานซิสเตอร์ ปกติแล้วทรานซิสเตอร์สามารถประกอบเป็นวงจรได้หลายอย่างมาก
เช่น
วงจรสวิตช์
วงจรขยาย
วงจรกำเนิดสัญญาณแบบต่างๆ
เป็นต้น
การใช้งานทรานซิสเตอร์เบื้องต้นก็ต้องใช้ร่วมกับตัวต้านทาน ตัวเก็บประจุ
ใช้ตัวต้านทานกำหนดจุดทำงานให้ทรานซิสเตอร์ (
การไบอัสทรานซิสเตอร์ )
3. ใช้ตัวต้านทานตรวจจับกระแสไฟ
( Current sense Resistor ) วิธีวัดปริมาณกระแสไฟมีหลายวิธี
การใช้ตัวต้านทานตรวจจับกระแสไฟเป็นวิธีที่ราคาถูกมากจึงนิยมใช้ในหลายวงจรเพื่อลดต้นทุนการผลิต
เพื่อเช็คว่ามีกระแสไหลเกินหรือมีกระแสไหลมาเป็นปกติหรือไม่ เรียกวงจรในส่วนนี้ว่าวงจรป้องกัน
Over Current Protection ตัวต้านทานตรวจจับกระแสจะมีค่าความต้านทานระดับมิลลิโอห์มหรือค่าความต้านไม่สูง
เช่น 0.5 โอห์ม
1 โอห์ม เป็นต้น เมื่อมีกระแสไหลผ่านตัวต้านทานตรวจจับกระแสจะมีแรงดันตกคร่อมตัวต้านทานตามกฏของโอห์ม
V= IR และใช้แรงดันตกคร่อมตัวต้านทานนี้ส่งให้อุปกรณ์ตัวอื่นทำงานทำงานต่อไป
การเลือกค่าความต้านทานและความสัมพันธ์ระว่างกระแสและแรงดันไฟฟ้าจะมีการคำนวณ
ตอนนี้จะอธิบายชนิดและสัญลักษณ์ของตัวต้านทานปรับค่าได้ ตัวต้านทานปรับค่าได้ 3 ขามีชื่อเรียกเฉพาะว่าโพเทนชิโอมิเตอร์ (Potentiometer) อ้างอิงข้อมูลจาก wikipedia คำว่า " โพเทนชิโอมิเตอร์ " มีที่มาจากวิชาเครื่องมือวัดโดยตัวต้านทานปรับค่าได้ 3 ขานี้ใช้เป็นวงจรแบ่งแรงดัน ( Voltage Divider ) เพื่อวัดแรงดันไฟฟ้าหรือโพเทนเชี่ยล ( Potential ) จึงเรียกว่าโพเทนชิโอมิเตอร์ โพเทนชิโอมิเตอร์นิยมใช้กับวงจรอิเล็กทรอนิกส์ วงจรควบคุมและใช้เป็นวอลลุ่มปรับเสียง ถ้าใช้กับวัตต์สูง ( มากกว่า 1W ) จะเรียกว่า รีโอสแตต (rheostat) ซึ่งรีโอสแตตจะเน้นปรับกระแสและใช้กับส่วนพาวเวอร์ ส่วนโพเทนชิโอมิเตอร์นิยมใช้กับงานน้อยกว่า 1W ซึ่งเป็นงานคอนโทรลสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์
โพเทนชิโอมิเตอร์ (ตัวเล็ก) และรีโอสแตต(ตัวใหญ่ ) ซึ่งโครงสร้างเป็นเส้นลวด (ไวร์วาวด์ )
การใช้งานโพเทนชิโอมิเตอร์จะใช้งานแค่ 2 ขาเพื่อเป็นตัวต้านทานปรับค่าได้
หรือใช้งานทั้ง 3 ขาเป็นวงจรแบ่งแรงดันก็ได้ ส่วนรีโอสแตต
(rheostat)จะใช้งาน 2 ขาเพื่อเป็นตัวต้านทานปรับค่าได้และใช้ปรับกระแส
เปรียบเทียบสัญลักษณ์ของตัวต้านทานปรับค่าได้ 3 ขาหรือโพเทนชิโอมิเตอร์และสัญลักษณ์ของตัวต้านทานปรับค่าได้
2 ขา
สัญลักษณ์ของตัวต้านทานปรับค่าได้
3 ขาหรือโพเทนชิโอมิเตอร์
สัญลักษณ์ของตัวต้านทานปรับค่าได้ 2 ขา
การใช้งานโพเทนชิโอมิเตอร์เป็นวงจรแบ่งแรงดันเพื่อวัดแรงดันไฟฟ้าหรือโพเทนเชี่ยล
( Potential ) จึงเรียกว่าโพเทนชิโอมิเตอร์
โดยแรงดันที่ตกคร่อมโหลด RL = แรงดันที่ตกคร่อม R2 เมื่อหมุนปุ่มปรับของโพเทนชิโอมิเตอร์จะทำให้แรงดันตกคร่อม
R1 และ R2 เปลี่ยนไป
ชนิดของตัวต้านทานปรับค่าได้ 3 ขา
จากกราฟด้านล่างเป็นความสัมพันธ์ระหว่างมุมการหมุนและค่าความต้านทานแบ่งออกเป็น
3 ชนิดคือ
1) Log ( Audio )
2) Linear
3) Inverse Log / Anti log นั้นคือโพเทนชิโอมิเตอร์สามารถแบ่งออกเป็น 3 ชนิดโดยที่ตัวอุปกรณ์จะใช้สัญลักษณ์ ( Marking ) เพื่อระบุชนิดโดยโซนเอเชียและอเมริกาจะใช้อักษร A สำหรับชนิด Log ( Audio ) อักษร B สำหรับชนิด Linear และอักษร C สำหรับชนิด Inverse Log / Anti log อักษร C ใช้กับโซนอเมริกาเท่านั้น เอเชียยังไม่มี Marking นี้ ส่วนโซนยุโรปจะใช้อักษร Marking ที่แตกต่างกันออกไปจากเอเชียโดยใช้อักษร A สำหรับชนิด Linear ใช้อักษร C สำหรับ Log ( Audio ) และใช้อักษร F สำหรับชนิด Inverse Log / Anti log
ข้อสังเกตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จำนวนมากผลิตในเอเชียและอุปกรณ์จำนวนมากในตลาดจึงมีสัญลักษณ์ ( Marking ) เป็นแบบโซนเอเชีย ในไทยน่าจะยึดแบบเอเชีย Marking
ตัวต้านทานปรับค่าได้
3 ขา หรือ โพเทนชิโอมิเตอร์ชนิด A B C
คำถามโวลลุ่ม / วอลลุ่มปรับเสียงเป็นโพเทนชิโอมิเตอร์ชนิด A หรือ B หรือ C
? ..... คำตอบคือชนิด A เนื่องจากธรรมชาติการได้ยินความดังของคนเราจะเป็นแบบ
Log ( Audio ) คือในช่วงแรกจะค่อยๆดังขึ้นเมื่อปรับจนจึงจุดหนึ่งความดังจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วหรือเป็นแบบกราฟ
Log ดังนั้นจึงใช้โพเทนชิโอมิเตอร์ชนิด A เป็นวอลลุ่มปรับความดังของเสียง
ส่วนโพเทนชิโอมิเตอร์ชนิด B ( Linear ) จะใช้กับงานที่ต้องการการเปลี่ยนแรงของแรงดันหรือสัญญาณแบบเชิงเส้น
เช่นวงจรแบ่งแรงดัน
ตัวต้านทานปรับค่าได้
3 ขา 1K 10K 100K ชนิด B (
Linear )
ตัวต้านทานปรับค่าได้
3 ขา 5K 50K 500K ชนิด B (
Linear )
ตัวต้านทานปรับค่าได้
3 ขา 20K ชนิด A
( Log / Audio )
ตัวต้านทานปรับค่าได้
3 ขา 50K ชนิด A
( Log / Audio )
ตัวต้านทานปรับค่าได้ 3 ขา สามารถต่อใช้งานได้แบบ 2 คือ
1) ใช้เป็นตัวต้านทานปรับค่าได้ 2 ขา โดยต่อใช้แค่ขากลางและขาริมด้านใดด้านหนึ่งส่วนขาที่ 3 ปล่อยไว้หรือซ๊อตกับขากลางก็ได้ จุดประสงค์การใช้งานแบบที่หนึ่งนี้คือจำกัดการไหลของกระแสไฟฟ้า
2) ต่อใช้งานเป็นโพเทนชิโอมิเตอร์โดยต่อใช้งานทั้ง
3 ขาจุดประสงค์การต่อแบบที่สองคือเป็นวงจรแบ่งแรงดัน ดูรูปวงจรด้านล่างประกอบ
ต่อใช้งานเป็นตัวต้านทานปรับค่าได้ 2 ขา จะใช้แค่
2 ขา โดยใช้ตัวต้านทานทำหน้าที่จำกัดปริมาณการไหลของกระแสไฟฟ้าในวงจร ( Current Limiting
)
ใช้แค่
2 ขา ขาที่
3 ปล่อยลอยไว้
หนังสือ ECG เป็นหนังสือที่